2007/Jul/18

กับเสื้อผ้า ที่ไร้ยี่ห้อ ราคาถูก และไม่ต้องกลัวว่า ใครจะรู้ว่าใส่ซ้ำ

กับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ใหม่ร่วมชายคา ที่ทุกคนล้วนแต่มีสิ่งที่น่าค้นหาและน่าเรียนรู้

กับอาหารการกิน ที่เลือกไม่ได้ แต่รสชาติของมันกลับอร่อยอย่างบอกไม่ถูก แม้บ้างอย่างจะเป็นการเอาใส่ปากเป็นครั้งแรกในชีวิตก็ตาม

กับข้อปฏิบัติ แปลกๆใหม่ๆ ที่ไม่คิดว่าเราจะทำได้

กับ ต้นไม้ ใบหญ้า ที่เป็นครั้งแรกๆที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากอย่างนี้

กับการไม่ต้องกังวล ในเรื่อง รับโทรศัพท์ เช็คข่าว เช็คอีเมลล์ หรือถ้าจะมีก็เกิดขึ้นน้อยมากๆ จนแทบจะไม่มีเลย

กับการได้รับ โดยที่ไม่ต้องร้องขอ แต่ผู้ให้ก็กลับเต็มใจที่จะมอบให้ด้วยความสุข

กับการได้อยู่กับหนังสือ ที่ชอบ อย่างเต็มที่ โดยไม่มีคำว่า วิทยุ และ ทีวี มาเกี่ยวข้อง

กับการ ไม่ได้สัมผัสกับเงินทองเลย ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี้ ในสถานะนี้ ไม่น่าเชื่อว่าก็อยู่ได้อย่างเป็นปรกติสุข

กับชีวิต ที่แสนสงบ และเรียบง่าย มันมีอยู่ในโลกเบี้ยวๆใบนี้จริงๆ

อีกไม่นานผมจะกลับ มาร่วมเส้นทางสายนี้ "กับ" พวกคุณอีกครั้ง

2007/May/27

สมัยเป็นเด็กผมได้มีโอกาสเข้ามาเที่ยวในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงบ่อยๆ สถานที่ก็แตกต่างกันไปตามวาระและโอกาส เช่น เขาดิน ก็ไปตอนที่พ่อรับปริญญา แดนเนรมิตร ก็ไปตอนที่ครอบครัวของผมแวะไปทำธุระแถวนั้น สนามบินดอนเมือง(ออกไปทางรังสิตนิดๆ) ก็ไปตอนที่ไปรับลูกพี่ลูกน้องที่กลับจากต่างประเทศ ยังมีอีกมากมายหลายที่ ในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้ชิดที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนในยามเด็ก

พอย่างเข้าวัยรุ่นชีวิตผมก็ระเห็ดมาเรียนต่อในเมืองหลวงแห่งนี้ ผมจึงนึกสนุกอย่างจะกลับไปเยี่ยมเยียนสถานที่เหล่านั้นที่เคยไปเยือนเมื่อยามเด็กอีกครั้ง แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบที่ทำให้ผมกลับไปได้ไม่กี่ที่ แน่นอนข้ออ้างที่คลาสสิคก็คือ ไม่มีเวลา

ตอนนี้ผมเพิ่งเรียนจบหมาดๆ มีสถานที่สถานที่หนึ่งที่ผมหมายมั่นปั้นมือไว้นานแล้วว่าจะต้องกลับไปเยือนให้ได้ แต่ช่วงที่ผ่านมาด้วยจังหวะ เวลา และอาจรวมถึง ผู้ร่วมเดินทางยังไม่พร้อมและไม่ลงตัว ผมจึงยังไม่ได้ไปสักที

แต่ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว แล้วผมจะรอช้าทำไม

ขอเชิญทุกท่านพบกับ "ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา" ณ บัดนี้ หลายท่านอาจ งง และ ขมวด คิ้ว เอาเป็นว่า ถ้าผมจะบอกว่า "ท้องฟ้าจำลอง" จะพอคุ้นหูขึ้นบ้างไหมครับ นั่นไง หลายท่าน ร้อง อ๋อ!

ผมเคยไปท้องฟ้าจำลองครั้งแรก ก็น่าจะตอนประถม (ซึ่งก็ไม่นานมานี้เอง ฮ่าๆ) จำได้ว่าครั้งนั้นที่โรงเรียนพามาทัศนศึกษา โดยที่ไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรมากนักก่อนไปไปดูดาวแล้วก็กลับ

ครั้งนี้ผมก็ไม่ได้รู้ข้อมูลมากกว่าครั้งนั้นสักเท่าไร รู้แต่ว่า ลงรถไฟฟ้า ที่สถานีเอกมัยแล้วเดินต่อไปอีกไม่ไกล และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากลงมาจาก BTS ผมก็เข้าสู่ภาวะ ทางอยู่ที่ปากเดินมั่วไปมั่วมาสักพัก ก็ เจอจนได้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ไม่ถึง 200 เมตร (ผมเกือบโง่ ขึ้นtaxi แล้วด้วย) ถ้าจะให้เข้าใจง่ายกว่านี้ก็คือ อยู่เยื้องๆกับ เมเจอร์ เอกมัย หรือติดกับสถานีขนส่งสายตะวันออก

ระหว่างที่ผมรอเวลาที่เพื่อนร่วมทางจะมาถึง ผมก็ลองเดินไปสำรวจด้านในสักเล็กน้อยผมจำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจาก หลังคารูปลูกโลกของอาคารฉายดาว และรอยเท้า นิส อามสตรอง ที่ด้านหน้าตึก (แต่ตอนนี้รอยเท้า ป๋า ตรอง ไม่มีแล้ว)ไม่นานเพื่อนร่วมทางผมก็มาถึงความเป็นเด็กของผมเริ่มก่อตัว เราทั้งคู่พร้อมที่จะตะลุยแล้ว

ก่อนอื่นก็ต้องซื้อบัตรก่อน ข้างในจะแยกขายบัตรเป็นสองส่วน ถ้าจะดูดาวอย่างเดียวก็ 20 บาทต่อคน(เด็ก ครึ่งราคา) แต่ถ้าจะดูอาคารวิทยาศาสตร์ ด้วยก็เพิ่มอีก 20 บาทต่อคน รวมแล้วก็ 40 บาทซึ่งถือว่าถูกมากกกก

ภายในจะแบ่งอาคารเป็น 6 อาคาร ผมเริ่มภาระกิจแรกที่อาคาร 3 โลกใต้น้ำ ภายในห้องแอร์เย็นฉ่ำ เต็มไปด้วย ปลาและสัตว์น้ำนานาชนิด หลังจากโผล่ขึ้นจากน้ำ

ผมก็ไปต่อที่อาคาร 2 ซึ่งเป็นอาคารที่มีการฉายดาวเนื่องได้เวลาที่เราจองไว้แล้ว เรื่องที่ดูวันนี้ คือ "นิทานจากดวงดาว" (เขาจะแสดงเรื่องละสองเดือนแล้วก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น) ห้องฉายดาวเป็นอีกสิ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำของผม หลังจากฟังนิทานพร้อมดูดาวจบ ผมก็เดินดูเรื่องเกี่ยวกับอวกาศภายในอาคาร2 สักพักก็ไปต่อที่

อาคาร1 ซึ่งเป็นอาคารสี่ชั้น ทุกชั้นมีทั้ง เรื่องราวและความรู้เกี่ยววิทยาศาสตร์ในแขนงต่างๆจัดแสดงไว้เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น มุม ที่ให้เราไปทดลองเรื่องต่างๆเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หุ่นยนต์ ความรู้เรื่อง เทคโนโลยี อุปการณ์เรื่องใช้ไฟฟ้า คอมพวเตอร์ ตั้งแต่ ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงโครงการในพระราชดำริฯของในหลวงที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมด้วย

จากนั้นผมและเพื่อนร่วมทางก็เดินข้ามฝั่งไปที่อาคาร4 อาคารสูงแปดชั้น ที่บรรจุเรื่องราวและความรู้ต่างๆไว้มากมาย มีข้อแนะนำในการชมอาคารนี้คือ ต้องขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นแปดแล้วเดินดูที่ละชั้นจากชั้นบนลงชั้นล่าง ภายในอาคารทั้งแปดชั้นบรรจุสิ่งที่หน้าตื่นตาตื่นและตื่นสมองไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวของ มนุษย์ สัตว์ แมลง รวมไปถึง ไดโนเสาร์ แถมอาคารหลังนี้ยังมีห้องสมุดด้วย

น่าเสียดายที่อาคาร5 กำลังปิดปรับปรุงอยู่

ผมจึงไปต่อกันที่ อาคาร 6 ซึ่งเป็นอาคารของวิทยาศาสตร์การกีฬา อาคารหลังนี้ มีกีฬามากมายหลัยชนิดให้ผู้สนใจได้สมัครเรียน ไม่ว่า จะเป็น มวยไทยเลิศฤทธิ์(มวยไทยโบราณ) ศิลปะป้องกันตัวแขนงต่างๆ เทนนิส ดำน้ำ และอื่นๆอีกมากมาย

น่าเสียดายที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแห่งนี้ไม่มีอาคาร 7 อาคาร 8 ไปจนถึงอาคาร 100 (ถ้ามีจริงคงต้องเที่ยวกันเป็นอาทิตย์ ฮ่าๆๆ) แต่ยังไงก็ตาม ผมรู้สึกคุ้มค่ากับที่นี่มากๆ

ตลอดเวลาของวันนั้นผมมีความสุขจริงๆ

สำหรับเพื่อนคนไหนที่กำลังเบื่อหนายกับวันว่างๆอยู่ผมว่าลองออกไปหาที่พักผ่อนหย่อนใจดูบ้างก็น่าจะดีนะครับ และ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ แห่งนี้ก็เป็นอีก ตัวเลือกที่ไม่เลวเลยที่เดียว แล้วคุณจะรู้ว่า ความรู้และความเป็นเด็ก

อยู่แค่เอื้อมจริงๆ

มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจเล็กน้อยครับ คือก่อนที่จะไปที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้นี้ ควรต้องฝึกกำลังกายและกำลังขาไว้บางก็ดี เพราะอาคารบางอาคารอยู่ค่อนข้างจะห่างไกลกัน นอกจากกำลังขา ก็คือ กำลังต้นคอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการดูดาว

ที่สำคัญ ไม่ควรไปคนเดียว

ศูนย์วิทยาศาตร์เพื่อการศึกษา

เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์

รายละเอียดของศูนย์และข้อมูลการฉายดาว เชิญชมได้ที่

http://www.sci-educ.nfe.go.th/

ยานกำลังจะออกแล้วขอให้ทุกท่านรัดเข็มขัดด้วยครับ

ยานกำลังท่องอวกาศ

ถ้าผู้โดยสารมองไปที่หน้าต่างทางด้านซ้ายมือท่านจะเห็นโลกของเรา

เรากำลังลงจอดที่โลก

เห็นแล้วหลังคาท้องฟ้าจำลองที่คุ้นเคย ข้างในจะมีอะไรบ้างนะ

กล้องดูดาว

ยานเล็กที่ใช้สำรวจพื้นผิวดวงดาว

อุปกรณ์การทดลองที่ให้ผู้ที่ไปเยี่ยมชมร่วมสนุก

ในนี้มีป่าด้วย

ใจร้ายชะมัด แต่ทำไงได้เพื่อปากท้องนี่ ไม่ได้กินเกินจำเป็น

ตัวใหญ่ชะมัด

บินระวังๆหน่อยนะ

เต่าตัวนี้มีลิ้นเป็นหนอน

ปลาน้อยในตำนาน

ป.ล. ผมอัพบลอคซะยาวเหยียดเลย แต่ก็เพราะช่วงนี้ผมคงไม่ได้ อัพ บลอคพักใหญ่ๆเลย มีโอกาสคงได้มาพูดคุยกันอีกนะครับ

ด้วยมิตรภาพ

ต้นน้ำ บัวไร

27/05/2500

2007/May/17

"ความหอมเป็นสิ่งดึงดูดใจต่อผู้ที่ได้กลิ่น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความหอมมีอานุภาพมากกว่าที่คุณคิด"




หนังอเมริกาที่ทั้งเรื่องอยู่ในฝรั่งเศสเรื่องนี้ ในครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อและเรื่องย่อ ผมเดาว่าน่าจะเป็นหนังเครียดๆจิตๆทั้งเรื่อง จึงไม่คิดที่จะดู แต่หลังจากทนกระแสคำแนะนำจากหลายๆฝ่ายไม่ไหว จึงตัดสินใจหยิบหนังเรื่องนี้กลับบ้านด้วย

PERFUME หรือน้ำหอมมนุษย์ หนังย้อนยุคที่พาผมเข้าไปในปี 1766 ในนครนครกราสซี่ ของประเทศฝรั่งเศส

22 ปีก่อนหน้านี้ ฌ็อง-แบ็ปติสต์ เกรนูอีลเล่ (ตัวเอกของเรื่อง)ได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมพรสวรรค์ที่ติดตัวมา นั่นคือจมูก จมูกที่แสนวิเศษ ซึ่งเขาสามารถแยกกลิ่นได้ละเอียดถึงขั้นรู้ว่า ก้อนหินก้อนนั้น เปียก หรือ แห้ง

ผมชอบภาพในหนังเรื่องนี้มาก มันสะท้อนถึงความเก่าได้ใจจริงๆ ในยุคที่กรุงปารีสเป็นนครแห่งกลิ่น อาจเป็นเพราะว่า ปารีสเป็นเมืองใหญ่ ผู้คนมากมาย จนทำให้มีกลิ่นนั่นกลิ่นนี่ผสมปนเปกันไปหมด แถมเนื้อเรื่องก็ชวนหน้าติดตามและไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด ฌ็อง-แบ็ปติสต์ เกรนูอีลเล่ ก็ไม่ได้โรคจิตจนน่าเหยียบ ตรงกันข้ามเขากลับดูน่าสงสารซะด้วยซ้ำ เขาเป็นคนมีความสามารถก็จริง แต่สิ่งที่เขาแพ้คือความทะเยอทะยานของตัวเขาเอง มันจึงชักนำให้เขาย่างก้าวเข้าไปในหนทางที่มืดมัว

เบน วิสชอว์ เล่นดีจนผมเชื่อเลยว่าเขาเป็น ฌ็อง-แบ็ปติสต์ เกรนูอีลเล่ จริงๆ คนที่จะพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า มนุษย์มีกลิ่นจริงๆและที่สำคัญเขาพยายามที่จะทำน้ำหอมที่ดีที่สุดในโลกให้ได้ แม้วัตถุดิบสำคัญของน้ำหอมที่ว่าจะเป็นร่างของหญิงสาวบริสุทธิ์ก็ตาม

ในหนังเรื่องนี้ สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับการทำน้ำหอมไว้มากมายไม่ว่าจะเป็นการสกัดน้ำหอมกลิ่นกุหลาบที่กุหลาบหนึ่งหมื่นดอกจะได้น้ำหอมเพียงหนึ่งออนซ์เท่านั้น(ประมาณสองสามหยอด) หรือการสร้างคอร์ดของน้ำหอมที่มีทั้งคอร์ดนำ คอร์ดหลัก คอร์ดตามและคอร์ดพิเศษ พระพุทธเจ้าช่วย! นั่นมันดนตรีชัดๆ

อีกอย่างที่หนังฝากไว้ ก็คือ พรสวรรค์ต้องมีควบคู่ไปกับคุณธรรม

สำหรับผู้ที่พร้อมจะสละเวลาสองชั่วโมงกว่าๆ และชอบดูหนัง ดราม่าย้อนยุด ผมว่าคุณไม่น่าจะพลาด PERFUME ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่โปรดปรานน้ำหอมด้วยละก็ ยิ่งน่าดูเข้าไปใหญ่

โดยเฉพาะในตอนท้ายของเรื่อง ที่คุณจะได้รู้ว่า น้ำหอมมีอานุภาพยิ่งใหญ่มากกว่าที่คุณคิดหลายเท่า



จะเสียดายก็อย่างเดียว



หนังเขาไม่ได้แถมกลิ่นมาให้ผมดมด้วย





ต้นน้ำ บัวไร
๑๗/๐๕/๕๐




ป.ล. เพื่อนๆหลายคน เข้ามา ติงผมว่า ทำไมเขียนถึงแต่หนังต่างประเทศ ทำไม่ไม่เขียนถึงหนังไทยบ้าง

หนังไทยคุณภาพที่ผมเพิ่งได้ดูล่าสุด แบบเรียงติดกันเลย ก็มี หัวใจทรนง เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด

ผมไม่รู้จะเขียนถึงหนังสี่เรื่องนี้ยังไงจริงๆ ว่างๆคุณลองไปหาทั้ง สี่เรื่องนี้มาดู แล้วบอกผมด้วยนะครับว่าทั้งสี่เรื่องเขาสื่อถึงอะไรบ้าง

โอ๊ย! ผมยัง งง ไม่หายเลย


edit @ 2007/05/18 12:28:57